สมาชิก



สมาชิก : 492
Content : 2357
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1335336
MITSUBISHI PAJERO SPORT ELITE EDITION ความเหนือที่แตกต่าง PDF พิมพ์ อีเมล
เรียบเรียงโดย อทิติ ศศิโรจน์   
วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม 2019 เวลา 21:13 น.

 

 

หนึ่งในบรรดารถอเนกประสงค์ที่มาแรงจัดตั้งแต่แนะนำตัวสู่ประเทศไทยและตลาดโลก จากยอดจำหน่ายและกระแสความนิยมที่ยังคงรักษาระดับไว้ได้อย่างต่อเนื่องนั่นคือ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต และสำหรับรุ่นพิเศษอีลีท เอดิชั่น เป็นเวอร์ชั่นที่ได้รับการตกแต่งเพื่อสร้างความแตกต่างจากโรงงาน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดูดีมีสไตล์ยิ่งขึ้นทั้งภายนอกและภายในเพื่อให้ผู้ใช้รถได้รับความสะดวกสบายและภูมิใจในการครอบครอง เรามีโอกาสได้ลองของจริงกันยาวๆ เราจึงนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านได้รับรู้จักกับ PAJERO SPORT ELITE EDITION อีกหนึ่งอวตารแห่งรถอเนกประสงค์ที่น่าสนใจ

 

 

 

 

ความหรูหราเห็นได้จากภายนอกตั้งแต่อักษร PAJERO SPORT ที่ขอบฝากกระโปรงด้านหน้า กระจังหน้าและชุดแต่งใต้กันชนหน้าและหลังสีดำย้ำความคมเข้ม พร้อมปลายท่อไอเสียสแตนเลส และล้ออัลลอยสีดำขอบ 18 นิ้ว ตัวรถมีให้เลือกสองสีคือ ดำสนิดติดตรึงนาน JET BLACK MICA  และ ขาวมุก ( หลังคาสีดำ ) ด้วยสิริราคา 1,574,000 แตกต่างจากรุ่นท๊อป GT Premium 4WD อยู่หลายรายการซึ่งไม่สามารถเติมเต็มให้เหมือนกันได้ในภายหลังด้วยส่วนต่างที่ 30,000 บาท เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้อยากมีความแตกต่างและโดดเด่นอย่างที่เห็นจึงไม่ต้องลังเล

 

 

สำหรับภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นสะท้อนความประณีตและอเนกประสงค์ยิ่งขึ้น ด้วยเบาะนั่งสีน้ำตาลตัดเย็บดีไซน์พิเศษ อีกทั้งเบาะคู่หน้าและเบาะแถวที่สองยังสามารถสะท้อนรังสีความร้อน ซึ่งคุณได้ใช้แน่นๆในสภาพอากาศทุกวันนี้ เราได้มีโอกาสลองหลังจากต้องจอดรถไว้กลางแจ้งและกลับเข้ามาเพื่อเดินทางต่อ พบว่าหนังที่หุ้มเบาะลดการสะสมความร้อนได้ดีกว่าเบาะหุ้มหนังในรุ่นทั่วๆไป อีกทั้งที่มุมแผงแดชบอร์ดด้านซ้ายสุดยังตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ PAJERO SPORT แผงบุประตูด้านข้างใช้สีเฉดเดียวกับเบาะนั่งทั้งสามแถว มาตรวัดแบบ High Contrast และระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสาร อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ ทั้งช่องชาร์จไฟฟ้า 220V AC ช่องเก็บสมาร์ทโฟนสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เบรกมือไฟฟ้า ช่องแอร์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 และปุ่มสตาร์ท มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มีเนื้อที่บรรจุสัมภาระที่กว้างขวางอีกด้วย

 

 

เพิ่มความหรูหราและสะดวกสบายใน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มากยิ่งขึ้นด้วยระบบปรับอากาศแบบแยกส่วนดูอัลโซน พวงมาลัยแบบปรับขึ้นลงและเข้าออกได้ เบาะนั่งคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารแบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง หน้าจอบนเพดานสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ แผงแดชบอร์ดแบบ T-Shaped High Console ที่จัดวางทุกฟังก์ชั่นให้อยู่ในตำแหน่งที่สะดวกสำหรับการใช้งานรวมถึงหน้าจอทัชสกรีน 7 นิ้วและระบบนำทาง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นมีสวิตช์ควบคุมระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง และแพดเดิลชิฟท์สำหรับเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเองแบบกึ่งแมนนวล พร้อมด้วยสคัพเพสแถบกันธรณีประตูสแตนเลสที่มากับไฟ LED อักษร PAJERO SPORT สวยงามยามค่ำคืน

 

 

ถ้าพูดถึงเรื่อง “สมรรถนะ” หลายคนมักนึกถึงภาพของรถแข่งและนักขับมือฉมังที่มุ่งมั่นคว้าชัยชนะ จากความสมมารถของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตะลุยฝ่าอุปสรรคบนเส้นทางสารพัดรูปแบบจากทะเลทรายแห้งแล้งสู่ขุนเขาที่ยากลำบาก สมรรถนะที่มาพร้อมความปลอดภัยและความทนทาน คือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้รถเหล่านี้ได้รับความสนใจเหมือนได้รับชัยชนะในการแข่งขัน ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ความแข็งแกร่งทนทาน เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนา ควบคู่กับการทดสอบเทคโนโลยีต่างๆ ถูกต่อยอดด้านวิศวกรรมยานยนต์เพื่อถ่ายทอดสู่ยนตรกรรมที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยและทั่วโลก

 

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และสมรรถนะบนทางออฟโรดมาอย่างยาวนาน จากความเชี่ยวชาญจึงกลายเป็นเสมือนตำนานใน มิตซูบิชิ ปาเจโร จากจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2477 เมื่อรถต้นแบบ มิตซูบิชิ พีเอ็กซ์ 33 (Mitsubishi PX33) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนงานของกองทัพ ที่เน้นความแข็งแกร่ง รถอเนกประสงค์ต้องสามารถขับเคลื่อนไปได้ทุกสภาพเส้นทาง จึงกล่าวได้ว่า พีเอ็กซ์ 33 เป็นรถรุ่นแรกของญี่ปุ่นที่ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ ทั้งนี้ รถต้นแบบรุ่นดังกล่าวยังมีรุ่นย่อยที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไดเรคอินเจคชั่นเป็นครั้งแรกของญี่ปุ่นภายใต้รหัส 445 เอดี (445AD) อย่างไรก็ตาม โครงการพีเอ็กซ์ 33 ยุติลงในอีก 3 ปีต่อมา

 

เทคโนโลยีจากโครงการดังกล่าวถูกเก็บไว้อีกหลายสิบปี ก่อนที่บริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น โดยเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อรุ่นแรกถูกต่อยอดและนำเสนออีกครั้งที่งาน โตเกียว มอเตอร์โชว์ ในปี พ.ศ. 2516 ด้วยรถเปิดหลังคาที่ถือเป็นต้นกำเนิดแห่งตำนานอย่าง  มิตซูบิชิ ปาเจโร หลังจากนั้น รถต้นแบบรุ่นที่สองได้รับการจัดแสดงอีกครั้งในปี พ.ศ. 2521 และเริ่มต้นผลิตเพื่อจำหน่ายจริงในปี พ.ศ. 2525

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ลงแข่งขันแรลลี่มาราธอนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 25 ปี โดยได้รับชัยชนะทั้งหมด 12 ครั้งจากทั้งหมด 26 ครั้งที่เข้าร่วมการแข่งขัน (คว้าชัยชนะ 7 ครั้งติดต่อกันในปี พ.ศ. 2544 – 2550) และด้วยสถิติอันน่าทึ่งนี้ทำให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร ได้รับฉายา “ราชาแห่งทะเลทราย” อีกทั้งยังได้รับการบันทึกจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ว่าเป็น “บริษัทผู้ผลิตที่คว้าชัยชนะการแข่งขันดาการ์แรลลี่มากที่สุด”

 

 

หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของ มิตซูบิชิ ปาเจโร  คือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งนี้ข้อมูลทางเทคนิคและองค์ความรู้ที่ได้จากสนามแข่งได้รับการถ่ายทอดสู่การผลิตรถยนต์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายและความหรูหราก็สำคัญเช่นกัน บางคนอาจคาดไม่ถึงว่า มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จะมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ใกล้เคียงกับรถที่ใช้ในการแข่งขัน ซึ่งมีประโยชน์กับการในชีวิตประจำวัน ทั้งเส้นทางในเมือง ถนนทางไกล หรือ เส้นทางลูกรังในชนบท ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II เป็นการผสมผสานระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบฟูลไทม์และพาร์ทไทม์เข้าไว้ด้วยกัน ใช้ตัวควบคุมไฟฟ้าที่ช่วยปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ ซึ่งมีถึง 4 รูปแบบคือ

2H ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range) – ระบบขับเคลื่อนล้อหลังช่วยลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วนกลไกที่ไม่จำเป็นบนถนนลาดยางเพื่อให้มีความประหยัดน้ำมันสูงสุด

4H ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD High-Range) – ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อสำหรับใช้งานบนพื้นถนนที่เปียกลื่น พละกำลังจะกระจายสู่ล้อหน้า-หลังแบบ 40-60 โดยบนถนนทั่วไป กำลังจะกระจายแบ่งเป็น 50-50 ระบบ Torque-Sensitive Type เพิ่มสมรรถนะการยึดเกาะและความปลอดภัยด้วยการทำงานในแบบ 4 ล้อตลอดเวลา (Full Time All Wheel Control)

4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) ระบบเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Locked) มอบการขับขี่ที่มั่นคงยิ่งขึ้นบนพื้นผิวที่ลื่นไถล รวมถึงบนพื้นทรายและพื้นผิวถนนที่ขรุขระแบบอื่นๆ โดยมีการกระจายกำลังขับเคลื่อนสู่ล้อทั้ง 4 เท่ากัน

4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) ใช้เกียร์อัตราทดความเร็วต่ำและล็อกเฟืองท้ายกลางเมื่อต้องใช้แรงบิดมากขึ้นเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคบนเส้นทางที่วิบากสุดๆทั้งก้อนหินหรือดินโคลน

 

นอกจากนี้ ระบบ Super Select 4WD-II ยังมาพร้อมโหมดออฟโรด (Off-Road) ที่มีการปรับตั้งค่าสำหรับพื้นผิวหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Gravel, Mud/Snow, Sand หรือ Rock แต่ละโหมดจะปรับเปลี่ยนการทำงานของเครื่องยนต์และเบรกที่แตกต่างกันเพื่อเพิ่มสมรรถนะและการยึดเกาะ โดยโหมดที่ถูกเลือกจะปรากฏขึ้นบนหน้าจอแสดงผล นอกจากนี้ คุณสมบัติที่โดดเด่นของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อยังรวมถึงระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) ที่ทำงานประสานกับตัวล็อกเฟืองท้ายกลางซึ่งเป็นระบบที่ติดตั้งอยู่ในรถอเนกประสงค์ไม่กี่รุ่นในตลาด เมื่อระบบนี้ทำงานจะทำให้มีการกระจายพละกำลัง 50-50 ไปสู่ล้อหลัง ถือเป็นระบบที่มีความสำคัญต่อการขับขี่บนทางออฟโรดที่มีความท้าทายสูง



ความมั่นใจว่าจะมีพละกำลังมากเพียงพอในทุกสถานการณ์ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลรหัส 4N15 แบบ 4 สูบแถวเรียง ความจุ 2.4 ลิตร MIVEC ติดตั้งเทอร์โบแปรผัน VG Turbo มีพละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที ซึ่งมีอัตราส่วนกำลังอยู่ที่ 74 แรงม้าต่อลิตร และ 176 นิวตันเมตรต่อลิตร ตัวเครื่องยนต์บล็อกอลูมิเนียมมีน้ำหนักเบาให้การตอบสนองฉับไว  นอกจากนี้ยังมาพร้อมความประหยัด พร้อมลดเสียงรบกวน และแรงสั่นสะท้านสะเทือน (NVH) อีกด้วย

 

 

ปกติจะถ่ายทอดกำลังลงพื้นด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลังเป็นหลักผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด อัตราทดเกียร์ที่ซอยถี่ขึ้นทำให้กำลังเครื่องยนต์ถูกใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง มอบอัตราเร่งที่ไหลลื่นนอกจากนี้ยังมีระบบ INC (Idling Neutral Control) ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานภายในตัวเครื่องยนต์อันเกิดจากแรงฉุดของทอร์กคอนเวอร์เตอร์เมื่อตัวรถหยุดนิ่งและเกียร์อยู่ในตำแหน่ง D จึงช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันอีกทางหนึ่งด้วย

 

 

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังมีระบบความปลอดภัยครบครันเพื่อรองรับสมรรถนะรอบด้าน ระบบความปลอดภัยเหล่านี้ถูกพัฒนาให้เป็นเหมือนผู้ช่วยผู้ขับขี่โดยแทบไม่ส่งผลไม่ว่าคุณจะมีประสบการณ์การขับขี่มากน้อยเพียงใด ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงรุกเพื่อการป้องกันดังนี้



ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ใช้คลื่นสัญญาณเรดาร์คลื่นความถี่ระดับมิลลิเมตรในการประเมินระยะห่างกับรถคันหน้าและตรวจจับการชน ระบบนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือบรรเทาความเสียหายจากการชนด้วยการเตือนเตือนผู้ขับขี่และสั่งการระบบเบรกของตัวรถ

ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMMS) ช่วยหลีกเลี่ยงการเร่งโดยไม่ตั้งใจขณะรถหยุดนิ่งหรือที่ความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. เซ็นเซอร์อัลตราโซนิคจะตรวจจับสิ่งกีดขวางด้านหน้าหรือด้านหลัง และจะตัดกำลังของเครื่องยนต์พร้อมกับแจ้งเตือนด้วยเสียงถ้าระบบตรวจจับว่าผู้ขับขี่มีการเร่งอย่างกะทันหันหรือรุนแรงขณะที่ยังมีสิ่งกีดขวางอยู่ในเส้นทางของรถ

ระบบเตือนบริเวณจุดอับสายตา (BSW) เซ็นเซอร์อัลตราโซนิคที่ติดตั้งอยู่บนกันชนจะตรวจจับบริเวณมุมของตัวรถ สัญลักษณ์แจ้งเตือนจะปรากฏบนกระจกมองข้างของแต่ละฝั่งถ้าตรวจจับว่ามียานพาหนะอยู่ใกล้ในมุบอับสายตา

กล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor) ทำงานด้วยด้วยกล้อง 4 ตัวที่ติดตั้งอยู่ด้านซ้ายและขวา รวมถึงด้านหน้าและหลังของตัวรถเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เห็นภาพมุมสูงว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่รอบคันรถหรือไม่ ภาพด้านหลังตัวรถจะแสดงขึ้นพร้อมกับเส้นกะระยะเพื่ออำนวยความสะดวกในการถอยจอด

ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Active Stability and Traction Control) ทำงานเพื่อรักษาเสถียรภาพของตัวรถด้วยการควบคุมพละกำลังเครื่องยนต์และเบรกเมื่อตรวจจับพบว่าตัวรถสูญเสียการควบคุมหรือล้อใดล้อหนึ่งมีการลื่นไถล นอกจากนี้ยังป้องกันการหมุนฟรีของล้อเพื่อเพิ่มสมรรถนะและการยึดเกาะ

ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนถอยหลังขณะอยู่บนทางลาดชัน ระบบนี้จะสั่งการให้เบรกทำงานเป็นเวลา 2 วินาทีหลังจากผู้ขับขี่ยกเท้าออกจากแป้นเบรกเพื่อมาเหยียบคันเร่งบนทางลาดชัน

ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) สั่งให้เบรกทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาความเร็วรถขณะลงทางลาดชันให้อยู่ระหว่าง 2 – 20 กม./ชม.  เพื่อเพิ่มการยึดเกาะผิวทางวิ่ง ทำให้ผู้ขับขี่มีสมาธิอยู่ที่การควบคุมทิศทางพวงมาลัยลงทางลาดชันโดยเฉพาะบนเส้นทางที่เปียกลื่น


 

สำหรับเทคโนโลยีความปลอดภัยเพื่อการปกป้องประกอบด้วยถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้างสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่าของผู้ขับขี่ และม่านนิรภัยที่ปกป้องครอบคลุมเบาะแถวที่สาม นอกจากนี้ ยังมีโครงสร้างตัวถังนิรภัยเหล็กกล้า (RISE) ที่ผลิตขึ้นจากเหล็กที่มีความแข็งแรงและมีแรงดึงสูง เพื่อสร้างคุณสมบัติการดูดซับแรงกระแทกจากทุกทิศทาง มีคุณสมบัติคล้ายกับโครงเหล็กนิรภัยที่ใช้ในรถแข่งของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส

 

 

ขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังมีคุณสมบัติเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากด้านสมรรถนะและความปลอดภัย ด้วยการเพิ่มความสะดวกสบายและความหรูหราเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ขับขี่ทั่วไป พร้อมฟังก์ชั่นที่โดดเด่นกว่ารถเอสยูวีทีได้รับความนิยมทั่วไป อาทิ

ระบบ ล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ซึ่งรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า เมื่อรถคันหน้าชะลอความเร็วหรือหยุดรถ ระบบนี้จะช่วยรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยไว้ นอกจากนี้ยังมีระบบความอำนวยความสะดวกและปลอดภัย (ETACS) ที่ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในตัวรถ ทั้งใบปัดน้ำฝนปรับความเร็วอัตโนมัติ ระบบหน่วงเวลาเปิด-ปิดระบบไฟฟ้า ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบสัญญาณไฟเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนเลน ระบบเตือนลืมปิดไฟหรี่ ระบบสัญญาณไฟกระพริบเมื่อหยุดรถฉุกเฉิน ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติตามความเร็ว ระบบไฟนำทางหลังดับเครื่องยนต์และเมื่อกดรีโมท

 


 

ทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีถูกถ่ายทอดผ่านเอกลักษณ์แบบ “Dynamic Shield” ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ไม่เพียงมีตัวถังที่แข็งแกร่งบึกบึน ดีไซน์สะท้อนแนวคิด “รูปลักษณ์ที่สอดคล้องกับการใช้งาน” พร้อมกับเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต คือหนึ่งในตัวแทนของการถ่ายทอดความสำเร็จจากสนามแข่งสู่ยานยนต์อเนกประสงค์ในชีวิตจริง ด้วยการผสานสปิริตแห่งการผจญภัยเข้ากับความมุ่งมั่นท้าทายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและมุ่งสู่ทุกความสำเร็จในชีวิต สอดคล้องกับกลยุทธ์แบรนด์ “Drive your Ambition” ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

ความคิดเห็น (0)Add Comment

แสดงความคิดเห็น
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
เล็กลง | ใหญ่ขึ้น

busy
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม 2019 เวลา 16:20 น.