สมาชิก



สมาชิก : 492
Content : 3300
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1864788
TOYOTA FORTUNER LEGENDER เสริมภาพลักษณ์ และสมรรถนะการขับขี่ เทียบชั้นสปอร์ตเอสยูวี PDF พิมพ์ อีเมล
เรียบเรียงโดย อทิติ ศศิโรจน์   
วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2020 เวลา 22:13 น.

REVIEW TOYOTA FORTUNER LEGENDER

 

TOYOTA FORTUNER รถยนต์อเนกประสงค์ (พีพีวี) ยึดตำแหน่งยอดขายสูงสุดในประเทศไทยมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง นับตั้งแต่เจเนเรชั่นแรก มาจนถึงเจเนอเรชั่นที่ 2 และล่าสุดในปีนี้ได้มีการต่อยอดกระแสความนิยม ด้วยการเปิดตัวรุ่นปรับปรุงโฉมครั้งสำคัญ โดยเน้นการยกระดับรูปลักษณ์ให้มีความสง่างาม โฉบเฉียว ทันสมัย พร้อมอัพเกรดสมรรถนะทั้งความแรง ความกระชับกระเฉง เพื่อการขับขี่ที่คล่องแคล่ว พร้อมความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น หลังผ่านการยกกระฉับครั้งล่าสุด โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จัดวางการทำตลาดสำหรับ FORTUNER ไว้อย่างชัดเจน ด้วย 2 ทางเลือก 2 สไตล์การออกแบบที่แตกต่างนั้นคือ TOYOTA FORTUNER รุ่นมาตรฐาน และถ้าต้องการความเฟี๊ยวฟ๊าวเร้าใจขึ้นไปอีกก็ต้อง TOYOTA FORTUNER LEGENDER รุ่นพิเศษใหม่

 

 

TOYOTA FORTUNER  ปรับปรุงโฉมใหม่ วางเป้าหมายเจาะกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างยิ่งขึ้น รวมถึงเน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตลอดถึงกลุ่มวัยกลางคนที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว และขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยดีไซน์สปอร์ต และฟิวเจอร์การใช้งานที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มที่กำลังมองหาพาหนะที่สะท้อนตัวตนและสะท้อนความเป็นผู้นำ มีองค์ประกอบที่โดดเด่น พร้อมลุยไปได้ทุกที่ และสำคัญที่สุดคือ ความคุ้มค่าด้านการใช้งานในระยะยาว ความทนทาน ดูแลรักษาง่าย และมีราคาขายต่อที่เหมาะสมแม้จะผ่านวันเวลาเนิ่นนาน

 

 

TOYOTA FORTUNER LEGENDER รุ่น 2.8 เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตัวท๊อปสุดนำเสนอด้วยราคา 1,839,000 บาท ที่เรามีโอกาสทดลองขับ โดยรวมจะเน้นการยกระดับรูปลักษณ์ และความหรูหราทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารจนแทบไม่หลงเหลือกลิ่นไอของรถกระบะที่ใช้พื้นฐานร่วมกันอย่าง HILUX REVO สัมผัสที่เด่นชัดถึงความเป็นรถอเนกประสงค์ที่แท้ทรู นั้นหมายรวมถึงการเป็นผู้โดยสารซึ่งถือว่ามีความใกล้เคียงกับรถเอสยูวีระดับหรู ขณะเดียวกันผู้ขับยังรู้สึกถึงความแข็งแกร่ง บึกบึน หนักแน่นมากกว่าเมื่อใช้งานจริง

 

 

ด้านความอเนกประสงค์ที่เป็นจุดขายของรถประเภทนี้ ก็สามารถตอบโจทย์นักเดินทางได้อย่างเพียงพอ ด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ช่วยเสริมความสะดวกสบายในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์เบาะนั่งสามารถพับ และปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการใช้งาน เพื่อความสบายทั้งผู้โดยสาร และการบรรจุสัมภาระได้อย่างลงตัว ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้ขับ ก็มีทั้งพวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นมาพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง และ Paddle Shift ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่หลังพวงมาลัย บริเวณแผงหน้าปัดติดตั้งจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID (Multi-Information Display) เป็นหน้าจอสีแบบ TFT สามารถปรับตั้งค่าการทำงานของระบบต่างๆได้ครบถ้วน พร้อมแสดงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น ข้อมูลการขับขี่ทั้งระยะทาง อัตราสิ้นเปลือง ข้อมูลการขับขี่แบบ ECO และในรุ่นนี้ยังเพิ่มฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลใหม่ๆทั้งระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense และกราฟฟิกแสดงตำแหน่งองศาของล้อช่วยให้ผู้ขับไม่หลงพวงมาลัยเวลาเลี้ยวในพื้นที่จำกัด

 

 

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ Wisdom of a Leader

นับตั้งแต่มีการเปิดตัวในเจเนเรชั่นที่ 2 ครั้งนี้ถือเป็นการปรับโฉมอย่างเป็นทางการในรอบ 5 ปี โดยโตโยต้าได้ออกแบบและพัฒนารูปลักษณ์ให้มีความ “Prestige & Cool” มากยิ่งขึ้น โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ รุ่นพิเศษ “Legender” มีเส้นสายที่เฉียบคมมากยิ่งขึ้น ตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพิ่มความโฉบเฉี่ยว ด้วยสัดส่วนกระจังหน้าที่แตกต่าง เพิ่มความทันสมัยด้วย ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกับไฟเลี้ยว LED แบบ Sequential ไฟสูงและไฟต่ำแบบ LED พร้อมปรับดีไซน์กันชนหลังใหม่ให้สอดรับกับดีไซน์ด้านหน้าอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนลายล้ออัลลอย 20 นิ้วเป็นดีไซน์ใหม่สีทูโทนพร้อมยางขนาด 265 /50R 20 ที่มาพร้อมกับหลังคาทูโทน ให้ความโดดเด่น สมกับการเป็น Flagship Model สะท้อนภาพลักษณ์ Sport Premium PPV

 

 

ความสะดวกสบาย (Comfort) ผ่านหน้าจอสัมผัสที่รองรับ Apple CarPlay เชื่อมต่อทุกความบันเทิง พร้อมกล้องมองภาพรอบคันแบบ 3 มิติ เพิ่มทัศนวิสัย และให้ความปลอดภัย พร้อมสัญญาณเตือนกะระยะ หรือ Park Sensor ช่วยให้การจอดเป็นเรื่องง่าย และยังมีระบบ Activated Kick Door เปิดและปิดประตูหลังได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสตัวรถ และไม่ลืมติดตั้งแท่นชาร์จไร้สาย เพื่อตอบสนองการใช้งานในปัจจุบัน พร้อมระบบ T-Connect ที่เชื่อมต่อระหว่างรถและผู้ขับขี่ให้เป็นหนึ่งเดียวสามารถเช็กตำแหน่งรถตามเวลาจริง (Real Time) ได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงระบบป้องกันการโจรกรรม (Theft Track) และระบบประสานความช่วยเหลือ SOS ของโตโยต้าได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีบริการแจ้งเตือนล่วงหน้าสำหรับเข้าศูนย์บริการ Telematic Care ช่วยให้การดูแลรถยนต์ของลูกค้าเป็นเรื่องง่าย และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

 

 

สมรรถนะการขับขี่ (Performance) เครื่องยนต์ดีเซลในรุ่น 2.8 ลิตร GD Super Power เพิ่มสมรรถนะการขับขี่แรงขึ้นกว่าเดิม 15% ให้กำลังสูงสุดถึง 204 แรงม้า (PS) ที่ 3,400 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร (Nm) ในช่วงความเร็วรอบตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที พร้อมเทอร์โบแปรผัน ควบคุมการเปิด-ปิดครีบปรับแรงดันอากาศด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังแรงต่อเนื่องทุกช่วงความเร็วตอบรับทุกการขับขี่ได้อย่างเต็มสมรรถนะ และประหยัดน้ำมันมากขึ้น เพิ่มเพลาปรับสมดุล (Balance Shaft) ช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร เพิ่มความเงียบและความนุ่มนวลในการขับขี่

 

 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบ Off-Road: ในโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อในความเร็วต่ำ 4L เครื่องยนต์จะปรับลดความเร็วรอบเดินเบา (จาก 850 รอบต่อนาที เป็น 680 รอบต่อนาที) สามารถลุยเส้นทาง Off-Road ได้อย่างมั่นคง ราบรื่น พร้อมโหมดแสดงข้อมูลและตำแหน่งองศาของล้อบนหน้าจอ MID และสัญญาณเตือนกะระยะมุมกันชนหน้า-หลัง เพื่อช่วยตรวจสอบสิ่งกีดขวางรอบด้านขณะขับขี่

 

 

ระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ช่วยให้การควบคุมพวงมาลัยแปรผันตามความเร็วทำให้ขับได้อย่างเฉียบคมมั่นใจยิ่งขื้น พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยเพิ่มเร้าในการขับขี่ ทั้งยังมี Sport Mode เพื่อช่วยให้การขับขี่สนุกสนานมากยิ่งขึ้นด้วยการปรับการทำงานของคันเร่งให้ตอบสนองเร็วยิ่งขึ้นและปรับการทำงานของพวงมาลัยให้มีน้ำหนักมากขึ้น เหมาะสำหรับการเร่งแซงและการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูง

 

 

ครั้งแรกกับการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense) มาในรถอเนกประสงค์ PPV อย่างเพียบพร้อม อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Cruise Control) และ ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (Lane Departure Alert) ที่ใช้งานได้สะดวกแม่นยำ

 

 

ดีไซน์ภายในประณีตมีสเน่ห์ทุกสัมผัส มาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอแสดงข้อมูลขนาด 4.2 นิ้วแสดงรายละเอียดข้อมูลชัดเจน กระจกมองหลังลดแสงสะท้อนอัตโนมัตสบายตาปลอดภัยมากขึ้นยามค่ำคืน พร้อมๆกับไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารมอบความสุนทรียะทุกเส้นทาง เบาะนั่งคนขับและเบาะผู้โดยสารตอนหน้า ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง รับกับระบบปรับพับเบาะแถว 2 แบบ One Touch Folding Seats เพื่อการเข้าออกที่นั่งแถว 3 ได้สะดวกขึ้น เบาะหนังสีทูโทน ทั้ง 7 ที่นั่งผสานความสปอร์ตและความพรีเมียมเป็นหนึ่งเดียว ส่วนกลางแผงแดชบอร์ดโดดเด่นด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple Car play กระจายเสียงผ่าน JBL ถึง 11 ลำโพง คมชัดทุกระดับเสียงตั้งแต่ทวีตเตอร์ถึงซับวูปเฟอร์ พร้อมช่องต่อ USB บริเวณคอนโซกลาง 2 ตำแหน่งเพื่อความสะดวกสบายในการชาร์จไฟให้กับผู้โดยสาร

 

 

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Sigma 4 System ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตอบรับกับทุกสถานการณ์การขับขี่


ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ H2 สำหรับสภาพถนนปกติ ช่วยให้ขับขี่นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ H4 สำหรับสภาพถนนเปียกลื่น และทางลูกรังเพิ่มสมรรณะในการขับขี่
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ L4 สำหรับเส้นทางที่ต้องใช้กำลังการขับเคลื่อนสูง

เทคโนโลยีความปลอดภัย อุ่นใจทุกการเดินทาง

Active Safety ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAC) ระบบการควบคุมการทรงตัว (VSC) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC) ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย (TSC) ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA)

Passive Safety ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 ตำแหน่ง ปกป้องทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โครงสร้างนิรภัย GOA ช่วยดูดซับและกระจายแรงกระแทก เพื่อช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ห้องโดยสาร พวงมาลัยแบบยุบตัวได้เพื่อป้องกันแรงกระแทกด้านหน้า ELR Seatbelt 3 จุด 7 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติสำหรับเบาะคู่หน้าช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

 

 

สมรรถนะการขับขี่ของ TOYOTA FORTUNER LEGENDER รุ่นท็อป ซึ่งมีพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการปรับชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ไม่เกี่ยวกับกล่องควบคุม โดยเคลือบ Diamond-Like ที่แหวนรองลูกสูบเพื่อลดแรงเสียดทานทำให้ได้ความประหยัดมากขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนเทอร์โบใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นแล้วเพิ่มตลับลูกปืน (Ball bearing) ในแกนเทอร์โบแทนที่บูชแบบเก่าเพื่อลดแรงเสียดทาน และใช้หัวฉีดน้ำมันอัจฉริยะ i-Art เพื่อควบคุมการจ่ายน้ำมันในแต่ละหัวฉีด โดยจะฉีดให้เหมาะสมกับการทำงานเครื่องยนต์ในแต่ละช่วงความเร็ว ทำให้ได้ความประหยัดเพิ่มขึ้นด้วย

 

 

จากการทดลองขับใช้งานจริงทัังในเมืองหลวงและต่างจังหวัด ด้วยกำลังของเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราเร่งดีขึ้นตั้งแต่ช่วงออกตัว ยาวต่อเนื่องไปจนถึง 160 กม./ชม ( ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย ) อย่างไม่ยากเย็น ขณะเดียวกันการส่งกำลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ทำได้นุ่มนวลราบเรียบรับกับความแรงได้ทุกจังหวะความเร็ว การเร่งแซงก็ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน พุ่งทยานได้ทันใจ การขับขี่เดินทางด้วยความเร็ว 90-120 กม./ชม ใช้รอบเครื่องไม่ถึง 2,000 รอบ/นาที ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองแปรผันตามความเร็วอยู่ที่ประมาณ 14-15 กม./ลิตร และถ้าขับขี่ในเมืองช่วงความเร็วต่ำอัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ประมาณ 10-12 กม./ลิตร ถือว่าค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนักของตัวรถ

 

 

ระหว่างการทดลองขับเรายังมีโอกาสได้พักชิมริมทาง ณ ลิลลี่ การ์เด้น @ลำพญาบางเลน นครปฐม ร้านอาหารเปิดใหม่ที่มีเมนูอาหารฟิวชั่นประกอบกับบรรยากาศสบายๆริมบึงบัว ด้านหลังเป็นเรือนเพาะชำดอกลิลลี่ ช่วยให้ได้ผ่อนคลายก่อนที่จะกลังมาลองของกันต่อ การขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันการควบคุมรถก็ถือว่าทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะช่วงความเร็วตั้งแต่ 40 กม./ชม ขึ้นไป น้ำหนักของพวงมาลัยจะเบาแรง เลี้ยวง่ายกว่ารุ่นเดิมคงต้องยกความดีความชอบให้กับการจูนระบบบังคับเลี้ยวใหม่แบบ VFC (Variable Flow Control) พวงมาลัยสามารถแปรผันน้ำหนักให้เหมาะสมในทุกช่วงความเร็ว ช่วงความเร็วต่ำแม้ว่าจะเลี้ยวง่ายขึ้น แต่ไม่ถึงกับเบาเกินไป ยังรู้สึกถึงความหนักแน่น ทว่าก็ไม่เหมือนกับรถที่ใช้ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่เบาสบายกว่า สำหรับฟอร์จูนเนอร์ในช่วงความเร็วสูงก็จะรู้สึกหนักแน่นขึ้นเพื่อให้เกิดความมั่นคงในการควบคุมโดยรวมจะช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ทั้งในการขับทางไกลได้มากทีเดียว


 

ส่วนช่วงล่างแม้พื้นฐานจะเหมือนเดิมคือด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบมัลติลิงค์หรือแขนยึดหลายจุด คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง เน้นการเซ็ทค่าใหม่ทั้งยังให้อารมณ์จิ๊ดจ๊าดด้วยคอยล์สปริงสีแดงสดช่วยเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ให้นุ่มสบาย กระด้างน้อยลง พร้อมการยึดเกาะถนนได้ดีกว่ารุ่นเดิม

 

 

สำหรับขาลุยก็สบายใจได้ ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ซิกม่าโฟร์ ของโตโยต้า ตามสไตล์ออฟโรดขนานแท้ สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ทั้งโหมด H2  , H4 และ L4 ผสมผสานการทำงานร่วมกับ DAC ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน และ A-TRC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ซึ่งระบบนี้ทำงานแทนที่ระบบ LSD Limited Slip Differential โดยใช้เซนเซอร์ของระบบ ABS ตรวจจับการหมุนฟรีของล้อ ถ้ามีล้อใดล้อหนึ่งหมุนฟรี ระบบจะสั่งให้ ABS Actuator ส่งแรงเบรคไปยังล้อที่กำลังหมุนฟรีเพื่อลดกำลังลง และส่งแรงขับเคลื่อนไปยังล้ออีกฝั่งหนึ่งที่ยังสัมผัสกับพื้นผิวในทันที ช่วยให้การข้ามผ่านเส้นทางทุรกันดารทำได้ไม่ยาก เราปิดท้ายทริปนี้กันด้วยการขับขึ้นไปบนเขาวัดดีสลัก กราบนมัสกาลสิ่งศักดิ์ ทั้งยังได้ชื่นชมจ้าวไก่แจ้ และนกยูงที่เลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ

บทสรุปของ TOYOTA FORTUNER LEGENDER ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ล่าสุดซึ่งต้องเผชิญกับบรรดารถอเนกประสงค์คู่ปรับทั้ง PPV รวมถึง SUV ที่มีการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถชาวไทยอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลาวาศอก คุณคงต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเองว่า ทำไม โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ถึงเก่งกล้าสามารถยืนหนึ่งอยู่ในตลาด PPV ได้อย่างหนักแน่นและต่อเนื่อง เข้าทำนอง การเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว แต่การเป็นตำนานยากยิ่งกว่า!

 


TOYOTA FORTUNER LEGENDER มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย

- รุ่น 2.8 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,839,000 บาท

- รุ่น 2.8 Legender เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,769,000 บาท

- รุ่น 2.4 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,634,000 บาท

- รุ่น 2.4 Legender เกียร์อัตโนมัติ 1,564,000 บาท

ความคิดเห็น (0)Add Comment

แสดงความคิดเห็น
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
เล็กลง | ใหญ่ขึ้น

busy
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2020 เวลา 22:58 น.