สมาชิก



สมาชิก : 492
Content : 3464
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1991011
ลองขับ MG HS PHEV อะไรจะขนาดนั้น 1 Day 1 Liter PDF พิมพ์ อีเมล
เรียบเรียงโดย อทิติ ศศิโรจน์   
วันจันทร์ที่ 01 มีนาคม 2021 เวลา 18:09 น.

 

NEW MG HS PHEV รถอเนกประสงค์ที่มากับนิยาม“REFINEMENT” พร้อมขับเคลื่อนทุกคุณค่าของชีวิต SUV รุ่นล่าสุดของเอ็มจีเปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกที่งาน Fast Auto Show Thailand 2020 เมื่อ 28 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมาพร้อมเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ผสานระบบขับเคลื่อนจาก 2 แหล่งพลังงานเข้าด้วยกัน ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ยกระดับให้สมรรถนะการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยครบครัน เน้นทุกองค์ประกอบภายใต้แนวคิด Brit Dynamic ทั้งสมรรถนะ (Performance) การควบคุม (Handling) การออกแบบ (Design) และความปลอดภัย (Safety) รวมไว้อย่างกลมกลืน ในราคา 1,359,000 บาท ฮือฮากันทั้งแวดวงผู้ใช้รถ ทว่าไม่นานนักค่ายญี่ปุ่นก็ส่งแชมป์ยอดขายยุโรปอย่าง Outlander PHEV มาชิงจ้าว SUV PHEV ราคาไม่เกินสองล้านบาท

 

 

การทดลองขับคราวนี้วางรูปแบบไว้ไม่เหมือนกับที่ผ่านๆ มา เพื่อบอกให้รู้ถึงอีกคุณลักษณะเด่นของรถรุ่นนี้ เทศกาลตรุษจีนปีนี้ผมกับเพื่อนร่วมทาง นายโก้ เกียรติสยาม เกิดทรัพย์ จาก DrivingPlace.com ออกทริปนี้โดยเน้นไปที่การใช้พลังขับเคลื่อนจากระบบไฟฟ้าล้วนๆ โดยก่อนออกสตาร์ท มีการชาร์จไฟไว้จนเกือบเต็มความจุของแบตเตอรี่ แล้วเลือกเจาะจงการขับขี่ไปที่ EV Mode เพื่อต้องการพิสูจน์พิสัยทำการด้วยพลังขับเคลื่อนจากระบบไฟฟ้า ที่ได้รับการเคลมจากโรงงานว่า EV Driving Range อย่างเดียวไปได้ไกลกว่า 67 กิโลเมตร ( แปรผันตามสภาพเส้นทาง การจราจร และความเร็วที่ใช้ ) โดยเส้นทางของเราในวันนั้นส่วนใหญ่เป็นการขับขี่ในเขตศูนย์กลางของกรุงเทพมหานคร

 

 

เริ่มออกเดินทางจาก CDC CRYSTAL Design Center ถนนประดิษฐ์มนูธรรม หรือเลียบด่วนรามอินทรา มุ่งหน้าผ่าเมืองโดยเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนพระราม 9 ผ่านสามเหลี่ยมดินแดง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ข้ามสะพานซังฮี้ เลาะตะเข็บกรุงเทพฯทางทิศตะวันตก บนถนนสิริธร ก่อนไปเลี้ยวซ้ายเข้าสู่พุทธมณฑลสาย 1 แวะดื่มชา กาแฟ กระตุ้นอดีนารีนจากฝีมือบาริสต้าหมวยในชุดกี่เพ้า ที่ NANA HUNTER Coffee Roasters ก่อนจะยูเทิร์นเข้าสู่ถนนราชพฤกษ์ ถนนกรุงธนบุรี และข้ามสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน กลับเข้าใจกลางมหานครหลวง เพื่อทานกลางวันกันในซอยศาลาแดง ย่านสาธรเหนือ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าถือตรงนี้เรายังไม่ได้ใช้น้ำมันเบนซิน 95 ( E10 ) แม้แต่หยาดหยุดเดียว นั้นหมายถึงตลอดเส้นทางที่ผ่านมากว่า 50 กิโลเมตร ขับในความเร็วเดินทางปกติ ใช้เครื่องปรับอากาศจัดเต็มตลอดเวลา เครื่องยนต์ยังต้องทำงานให้สิ้นเปลืองเลย !

 

 

MG HS PHEV ขุมพลังขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริด เข้ามาทำตลาดต่อเนื่องจาก MG HS รุ่น เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร มีระบบขับเคลื่อนลูกผสม Plug-in Hybrid จากขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลัง162 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรเท่ากับรุ่นปกติ และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 230 นิวตันเมตร มีพละกำลังสูงสุดรวม 2 ระบบถึง 284 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร

 

 

ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ EDU II – 10 Speeds ที่ใช้เวลาเปลี่ยนเกียร์เพียง 0.2 วินาที ตอบสนองอย่างทันใจ และนุ่มนวลต่อเนื่องยิ่งขึ้น ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 7.5 วินาทีพร้อมเลือกรูปแบบการขับขี่ถึง 5 รูปแบบ ได้แก่ โหมด Normal,Eco ,EV และโหมด Sport เสริมความเร้าใจด้วยปุ่ม Super Sport ที่สามารถเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ให้หลากหลายยิ่งขึ้น

 

 

แบตเตอรี่ที่ใช้ใน MG HS PHEV เป็นชนิด Lithium-Ion แบบ 6 โมดูล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง โดยมีขนาดความจุถึง 16.6 KWh ให้ประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการสะสมพลังงานได้มากจึงทำให้ขับเคลื่อนได้นาน รวมถึงการทำระยะทางได้มากขึ้น โดยสามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% สูงสุดถึง 67 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีในมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Hairpin Design ทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถดึงสมรรถนะของการส่งกำลังและลดอัตราการสูญเสียพลังงานได้ดียิ่งขึ้นพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบ Coolant ซึ่งดีกว่าระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกทั้งยังเพิ่มความมั่นใจและปลอดภัยในการขับขี่ด้วยแบตเตอรี่ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก AMERICANUL2580 และผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน IP67 ในการป้องกันน้ำและฝุ่น

 

 

MG HS PHEV มาพร้อมระบบหมุนเวียนพลังงานกลับคืน KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) โดยเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ และด้วยเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ทำให้ MG HS PHEV มีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 65 กิโลเมตรต่อลิตร* และมีการปล่อยค่าไอเสีย หรือคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 36 กรัมต่อกิโลเมตร

*อ้างอิงข้อมูลจาก Eco Sticker

 

 

MG HS PHEV ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ด้วยระบบกันสะเทือนของช่วงล่าง Euro Tuning Suspension ด้วยระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และช่วงล่างหลังแบบ Multi-link หรือแขนยึดหลายจุด มาพร้อมเหล็กกันโคลงทั้งด้านหน้าและหลัง ทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่บนถนนในความเร็วแตกต่างหลากหลายระดับ

 

 

MG HS PHEV โดดเด่นทางด้านดีไซน์ที่มีพื้นฐานมาจาก C-SUV อย่าง MG HS รุ่นใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรผสานความหรูหราและความสปอร์ตไว้อย่างลงตัวจากเส้นสายตัวถังโค้งมนในรูปแบบ British Shoulder Line กระจังหน้าเอกลักษณ์เฉพาะของเอ็มจีแบบ Stellar Magnetic Field ไฟหน้าแบบLED Projector พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ไฟท้าย LED Space Light Field ให้ความโฉบเฉี่ยวและไฟเลี้ยวแบบ Sequential ที่แสดงผลแบบไล่ระดับทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพิ่มเอกลักษณ์ความเป็นยานยนต์พลังงานทางเลือก Plug-in Hybrid ด้วยล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ในสไตล์ Thunder Wing Blade ขนาด 18 นิ้ว

 

 

MG HS PHEV ตกแต่งห้องโดยสารภายในด้วยสีสันแบบ 2-Tone Monaco Blue พร้อมด้วยวัสดุ Soft Touch เบาะหนังคู่หน้าแบบ Sport Bucket Seat ตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง เพิ่มความเป็นส่วนตัวในห้องโดยสารด้วย NVH Luxury Silence Space เพิ่มชนวนกันเสียง และแผ่นซับเสียงภายในห้องโดยสาร ที่จะช่วยสกัดเสียงรบกวนภายนอก พร้อมหลังคาซันรูฟที่เปิดกว้างแบบพาโนรามา Panoramic Sunroof ขนาดเกือบ 90% ของพื้นที่หลังคาทั้งหมด แสดงผลการขับขี่ด้วยจอแบบ Full Virtual Dashboard ขนาด 12 นิ้ว และจอควบคุมกลางแบบทัชกรีนขนาด 10 นิ้ว ระบบเสียง BOSE 8.1 Sound System พร้อมสร้างบรรยากาศและสีสันให้กับการขับขี่ด้วย Interactive Ambient Light ที่สามารถปรับเฉดสีได้มากถึง 64 เฉดสี

 

 

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่ง Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ระบบกรองอากาศ PM 2.5 ระบบกุญแจรีโมทSmart Key พร้อมปุ่ม Push Start และฝาประตูท้ายเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน

 

 

MG HS PHEV ติดตั้งระบบปฏิบัติการ i-SMART ที่ทำให้เอ็มจีเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสื่อสารกับรถเสมือนเป็นหนึ่งเดียว ด้วยเทคโนโลยี AI ที่สามารถตอบสนองผู้ขับขี่ด้วย Smart Command ที่สามารถสั่งการระบบผ่านคำสั่งเสียงภาษาไทยหรือควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนพร้อมยกระดับความปลอดภัยด้วย Emergency Call ซึ่งเป็นระบบโทรหาคนสำคัญอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉินเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน พร้อมทั้ง Smart Connectเชื่อมต่อโลกออนไลน์อย่างสะดวกสบายโดยสามารถเลือกฟังเพลงได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และสตรีมมิ่ง ระบบค้นหาร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวพร้อมนำทางและรายงานการจราจรแบบ Real Time รวมทั้งการอ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างทันเหตุการณ์ และยังสามารถอัพเกรดระบบได้เองผ่านช่องทางออนไลน์ Smart Check ที่มีระบบ Charging Management ในการตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ การชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ และการค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงการตรวจสอบสถานะรถยนต์และเตือนเมื่อมีสถานะผิดปกติสั่งการล็อคหรือปลดล็อคประตูรถ ค้นหารถด้วยระบบ Find My Car และการเข้าถึงบริการ Passion Service ของเอ็มจี ช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะผ่าน MG Mobile Application

 

 

MG HS PHEV มีระบบความปลอดภัยรอบทิศทาง โครงสร้างตัวถังนิรภัย และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System รวมกว่า 25 ระบบ โดยแบ่งออกเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุที่ช่วยทั้งเรื่องระบบเบรกและช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่จำนวน 14 ระบบ และระบบความปลอดภัย Advanced Driver Assistance System (ADAS) หรือระบบช่วยควบคุมการขับขี่และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอีก 11 ระบบ

 

 

สำหรับระบบความปลอดภัยAdvanced Driver Assistance System (ADAS) ถือเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระดับที่ 2 (Partial Automation) โดยแบ่งเป็น3 กลุ่มหลัก ดังนี้

กลุ่มระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา RDA (Rear Drive Assist)

  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA(Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)


กลุ่มระบบเตือนและควบคุมให้รถอยู่ในเลน LAS (Lane Assist System)

  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
  • ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA(Lane Keep Assist)


กลุ่มระบบที่ช่วยในการขับขี่ FDA (Front Drive Assist)

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC(Intelligent High-Beam Control)

 

 

ขากลับแน่นนอนเราต้องเจอกับช่วงเปลี่ยนผ่านของการใช้พลังขับเคลื่อนจากไฟฟ้าล้วนๆ มาสู่การใช้พลังขับเคลื่อนแบบผสมหรือไฮบริด ต้องบอกว่าวินาทีนั้นระบบตัดต่อทำงานได้แนบเนียนไร้รอยต่อ ผมย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นโดยใช้เส้นทางราบบนถนนพระราม 4 ต่อเนื่องด้วยทางยกระดับด่วนรามอินทรา ได้มีโอกาสใช้หลากหลายโหมดการขับขี่ร่วมถึง Super Sport ผ่านปุ่มสีแดงที่ส่วนล่างด้านขวาของพวงมาลัย ที่ให้การตอบสนองอย่างเร้าใจทั้งในด้านสมรรถนะและกราฟฟิกเฟี๊ยวฟ๊าวบนหน้าปัด

 

 

สรุปผลการใช้พลังงานเฉลี่ยนในวันนั้น ผมสามารถทำระยะทางวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าได้ที่ 57 กิโลเมตร ท่ามกลางสภาพการจราจรที่แออัดติดอันดับโลก ก่อนที่ระบบขับเคลื่อนจะตัดเข้าสู่ AUTO Mode ในส่วนระยะทางที่เหลืออีกเล็กน้อยก่อนถึงที่หมายแน่นอนว่าเราใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไปไม่ถึง 1 ลิตร ยิ่งกว่านั้นเมื่อได้ลองของ MG HS PHEV แม้จะในรูปแบบเฉพาะ และในระยะเวลาไม่นานนัก แต่ก็ทำให้เราได้รู้จักรถอเนกประสงค์ขนาดกะทัดรัดถึงขนาดกลาง ที่ใช้พลังงานลูกผสมแบบมีปลั๊กเสียบ ไฟฟ้า กับ กับน้ำมัน พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายทันสมัยครบครัน ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรเราคงปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ วันนี้ MG HS PHEV เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการก้าวสู่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่น่าสนใจ ด้วยคุณสมบัติและราคาสมเหตุผล

 

 

MG HS PHEVมีทั้งหมด 3 สี ได้แก่สีขาว Arctic White โดยมีสีภายในแบบ 2-ToneMonaco Blue ในขณะที่ตัวถังสีแดง Scarlet Red และสีดำ Black Knight จะมาพร้อมการตกแต่งภายในสีดำเดินด้ายแดง นอกจากนี้ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัย 6 จุด กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor) และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer สำคัญไม่น้อยคือแคมเปญสุดดึงดูดใจที่สุดในเวลานี้

ความคิดเห็น (0)Add Comment

แสดงความคิดเห็น
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
เล็กลง | ใหญ่ขึ้น

busy
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 01 มีนาคม 2021 เวลา 22:02 น.