สมาชิก



สมาชิก : 492
Content : 3546
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 2049169
ลองขับ ฟอร์ด มัสแตง รุ่นฉลองครบรอบ 55 ปี ตำนานสปอร์ตคูเป้ที่ยังมีชีวิต PDF พิมพ์ อีเมล
เรียบเรียงโดย อทิติ ศศิโรจน์   
วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม 2021 เวลา 14:14 น.

 

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี บริษัทชั้นนำระดับโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันฟอร์ดดำเนินธุรกิจออกแบบ ผลิต ทำการตลาด และบริการหลังการขาย สำหรับรถยนต์ รถกระบะ รถเอสยูวี รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในแบรนด์ฟอร์ด และกำลังเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และแผนการสัญจรอัจฉริยะ หนึ่งในสายพันธ์รถสปอร์ตอเมริกันบันลือโลก American Muscle Car ตำนานที่โลกไม่อาจลืม แน่นอนต้องมี Ford Mustang เจ้าม้าป่าที่ได้รับความนิยมชมชอบอันดับต้นๆ ทั้งอเมริกันชน และคอสปอร์ตคาร์ทั่วโลก จากความสวยงามดุดัน และเครื่องยนต์บิ๊กบล๊อคที่ทรงพลัง ทำให้ฟอร์ด มัสแตง ถือเป็นรถสปอร์ตคูเป้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก ก่อนที่จะสัมผัสกับโมเดลปัจจุบันซึ่งเป็นเจนนอเรชั่นที่ 6 ย้อนกลับไปตั้งแต่ 55 ปีที่ผ่านมา เรามาทำความรู้จักเจ้าม้าป่าอเมริกันดูครับ

 

 

Ford Mustang generation 1 (1965–1973)
เริ่มต้นจากปี 1962 จากโครงการ T-5 project เรียกกันว่า Ford Mustang I เป็นรถยนต์ต้นแบบ 2 ประตู ใช้เครื่องยนต์ 2 แบบคือ V4 ให้กำลัง 89 แรงม้า และ 109 แรงม้า จัดแสดงตัวจริงเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ United States Grand Prix ใน Watkins Glen, New York จากนั้นพัฒนามาจนเป็น Production Car ได้ในปี 1964 ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 2.8 ลิตร 101 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 3 สปีด ตั้งราคาขายอยู่ที่ 2,368 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตามแผนได้ตั้งเป้าไว้ที่ต่ำกว่า 100,000 คันในปีแรก แต่เพียงแค่ 3 เดือนหลังเปิดตัว Ford Mustang ก็ขายได้มากกว่าเป้าหมายตลอดทั้งปีไปแล้ว ในปีนั้นมีคำสั่งซื้อมากถึง 318,000 คัน และเมื่อผ่านไป 18 เดือน ม้าป่าถูกผลิตไปถึง 1 ล้านคัน หลังจากนั้นก็ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ โดยเวอร์ชั่น V6 ถูกปรับเป็นเครื่องยนต์ขนาด 3.3 ลิตร 120 แรงม้า พร้อมเพิ่มเครื่องยนต์ V8  ขนาด 4.7 ลิตร 210 แรงม้าเข้ามาอีก จนถึงปี 1973 มีการอัพเกรดเพิ่มออพชั่น ปรับนั้นนิดหนี้หน่อยตลอดอายุของเจนแรก

 

 

Ford Mustang generation 2 (1974–1978)
Lee Iacocca ผู้ให้กำเนิดม้าป่าลำพอง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานใหญ่ Ford Motor Company ในปี 1970 และสั่งให้ปรับปรุง Ford Mustang ใหม่ โดยให้มีขนาดที่เล็กลง แต่ทรงพลังมากขึ้น จนถึงปี 1973 ก็ได้มีการเปิดตัว Mustang II ในวันที่ 21 กันยายน สองเดือนก่อนเกิดวิกฤติน้ำมันในปี 1973 การลดขนาดตัวครั้งนั้น ทำให้กลายเป็นคู่แข่งโดยตรงกับรถยนต์ที่นำเข้ามาอย่าง Toyota Celica ช่วงนั้น Mustang ใช้เครื่องยนต์ 2.3 ลิตร 4 สูบเรียง และ 2.8 ลิตร V6 ปีแรกของเจนฯสอง สามารถทำยอดขายได้ 385,993 คัน ต่อมาปี 1975 มีการเพิ่มเครื่องยนต์ขนาด 4.9 ลิตร V8 เข้ามาด้วย โดยใช้เกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด เสริมด้วยออพชั่นพวงมาลัยพาวเวอร์และ Power Brakes ถึงปี 1978 ก็ได้ทำการเปลี่ยนเกียร์ใหม่เป็นแบบ 4 สปีด ส่วนในโฉมตกแต่งพิเศษใช้เกียร์ automatic 4 สปีด คู่กับเครื่องยนต์ขนาด 2.3, 2.8 และ 5.0 ลิตร สำหรับรูปทรงในโฉมนี้ มีให้เลือกทั้งแบบ Coupe และ Hatchback

 

 

Ford Mustang generation 3 (1979–1993)
ปี 1979 มีการปรับโครงสร้างใหม่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมเรียกกันว่า Fox platform เพิ่มระยะฐานล้อยาวกว่าเดิม สามารถเพิ่มที่นั่งแถวที่ 2 ได้ รวมเป็น 4 ที่นั่ง รวมทั้งพื้นที่ของห้องเครื่อง และพื้นที่เก็บสัมภาระที่กระโปรงหลังก็มากขึ้นด้วย โฉมนี้มีให้เลือกทั้งแบบ Coupe, Hatchback และ Convertible ชุดขับเคลื่อนยกมาจากเจนฯ 2 ทั้ง 2.3 ลิตร 4 สูบ, 2.8 ลิตร V6 และ 5.8 ลิตร V8 แต่เครื่องยนต์ 2.3 ลิตร เทอร์โบ มีขายอยู่ไม่นานเฉพาะในช่วงแรกๆ แล้วก็หายไป แต่ก็กลับมาใช้งานอีกครั้งช่วงปี 1983 กับตัว Turbo GT ส่วนเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร V8 ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 3.3 ลิตร ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ตัวใหม่ 3.8 ลิตร V6 ในปี 1983 ส่วนเครื่องยนต์ 5.0 ลิตร ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ที่เล็กกว่าคือ 4.2 ลิตร V8 ในปี 1979

 

 

ช่วงระหว่างปี 1979 - 1986 Ford Mustang มีหน้าตาให้เลือก 2 แบบ คือแบบไฟ 2 ดวงตามดั่งเดิมที่มีมาตลอด กับรุ่นที่เป็นไฟหน้า 4 เหลี่ยม 4 ดวง ถูกขนานนามว่า Four Eyes ก่อนจะถูกออกแบบใหม่ให้กลับมาเป็นไฟ 2 ดวงเช่นเดิมในปี 1987 ปี 1982 เป็นการกลับมาใหม่อีกครั้งของเวอร์ชั่น GT เพื่อมาแทนที่ Cobra และใช้เครื่องยนต์สมรรถนะสูง 5.0 ลิตรอีกครั้ง ปี 1983 เป็นการกลับมาของรุ่นเปิดประทุน Mustang Convertible หลังหยุดผลิตไป 9 ปี หนึ่งปีถัดมามีการเปิดตัวรุ่น SVO ที่ใช้เครื่องยนต์ 2.3 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ พร้อมตัวถังแบบใหม่ และมีการฉลองครบรอบ 20 ปี ม้าป่าด้วยรุ่นพิเศษ GT350 ที่ภายในเป็นสีแดง รวมทั้งมีขลิบแดงที่ตัวถังด้านนอกอีกด้วย

 

ในยุค 80 วิกฤตพลังงานทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งการมาของ Mazda MX-6 รถสปอร์ตขับหน้าจากแดนปลาดิบ ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฟอร์ดจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยน Mustang ใหม่ให้กลายเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า ไม่มีเครื่อง V8 แต่หลังจากที่แฟนพันธุ์แท้ได้ข่าว ก็ได้มีการเขียนจดหมายส่งตรงไปที่ฟอร์ด เพื่อขอร้องให้ยกเลิกโครงการ เพราะรถมัสแตง ต้องมีเครื่องกำลังแรง และขับเคลื่อนล้อหลัง จึงอยากให้คงเอกลักษณ์เอาไว้ ในที่สุดทางฟอร์ดจึงได้ตัดสินใจนาทีสุดท้าย เปลี่ยนชื่อรถยนต์ใหม่ที่ทำการผลิตออกมาแล้ว จาก Mustang ให้กลายเป็น Probe แทน

 

 

Ford Mustang generation 4 (1994–2004)
ถือเป็นการปรับโฉมของ Ford Mustang ไปมากพอสมควร ภายใต้รหัส SN-95 เป็นการดัดแปลงมาจากแพลตฟอร์มใหม่ Fox-4 ที่ออกแบบสำหรับรถขับหลังโดยเฉพาะ ใช้เครื่องยนต์พื้นฐานขนาด 3.8 ลิตร V6 ให้กำลัง 145 แรงม้า ในปี 1994-1995 ก่อนจะมาจูนใหม่ให้เป็น 150 แรงม้าในปี 1996-1998 จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด ส่วนเครื่องยนต์ 5.0 ลิตร V8 ถูกยุติการผลิตอีกครั้ง และแทนที่ V8 ขนาด 4.6 ลิตร SOHC ให้กำลัง 215 แรงม้า ในปี 1996 สำหรับ Mustang GT และขยับเป็น 225 แรงม้าในปี 1998

 

ถึงปี 1999 มีการปรับปรุงการตกแต่งภายนอกใหม่หลายอย่าง ทั้งรูปทรงที่ดูคมเข้มมากขึ้น ซุ้มล้อใหญ่ขึ้น ตัวถังมีมุมเหลี่ยมมากกว่าเดิม ทำให้ภาพรวมดุดันมากขึ้น ส่วนเครื่องยนต์แม้จะเป็นตัวเดิม แต่มีการปรับจูนใหม่ให้มีความแรงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบล๊อคมาตรฐาน 3.8 ลิตร V6 ถูกจูนใหม่ให้กำลังเพิ่มเป็น 190 แรงม้า บล๊อค 4.6 ลิตร V8 ขยับเป็น 260 แรงม้า ถึงปี 2001 เครื่องยนต์ 3.8 ลิตร V6 ขยับความแรงเป็น 193 แรงม้า มาถึงปี 2004 ได้เปลี่ยนเครื่องมาตรฐานใหม่ให้เป็น 3.9 ลิตรแทน

 

 

Ford Mustang generation 5 (2005–2014)
Ford Mustang ปรับโฉมใหญ่อีกครั้ง มีการใช้แพลตฟอร์มใหม่ชื่อ D2C ภายใต้รหัส S-197 เปิดตัวครั้งแรกที่งาน North American International Auto Show เมื่อปี 2004 กลับสู่รูปทรงเดิมแบบ Fastback ในช่วงยุค 60 แต่ปรับให้ดูทันสมัยขึ้น และช่วงนี้เองที่โรงงานเมืองเดียร์บอร์น ปิดสายการผลิตมัสแตงที่ยาวนาน 40 ปี และย้ายมาที่โรงงานแฟลตร็อค เมืองแฟลตร็อค รัฐมิชิแกน ใช้ผลิตมัสแตงนั้นมาจนถึงปัจจุบัน เริ่มผลิตเจน 5 ในปี 2005 รุ่นพื้นฐานจะใช้เครื่องยนต์ V6 ขยาด 4.0 ลิตร SOHC กำลัง 210 แรงม้า ส่วนตัว GT ขยับขึ้นไปใช้ขนาด 4.6 ลิตร SOHC V8 300 แรงม้า รุ่นพื้นฐานจะใช้เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ซึ่งมีการไปใช้ในรุ่น GT ด้วย


มาถึงปี 2010 มีการปรับหน้าตาของ Ford Mustang ใหม่อีกครั้ง ทั้งภายนอก รวมทั้งมีการเปลี่ยนไฟท้ายใหม่เป็นแบบ LED ปรับจูนเครื่องยนต์ในรุ่น GT เป็น 315 แรงม้า ปรับค่าโช้คและสปริงใหม่ เพิ่มระบบ Traction และ stability control หรือระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติในทุกรุ่นที่จำหน่าย รวมถึงล้อขนาดใหม่ ปี 2011 มีการเปลี่ยนชุดเกียร์แบบใหม่เป็นเกียร์ธรรมดา Getrag-Ford MT82 แบบ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ใช้พื้นฐานมาจาก ZF 6HP26 ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของฟอร์ด มีการเปลี่ยนพวงมาลัยใหม่ให้เป็นระบบไฟฟ้า แทนแบบไฮโดรลิก เครื่องยนต์ 3.72 ลิตร V6 บล๊อคใหม่ถูกผลิตจากอลูมินั่ม ทำให้เครื่องยนต์มีน้ำหนักเบากว่าเดิม 18 กิโลกรัม ให้กำลัง 305 แรงม้า ส่วนเครื่องยนต์ 3.7 ลิตร เพิ่มความประหยัดน้ำมันได้มากกว่าเดิม ส่วนรุ่น GT กลับมาใช้เครื่องยนต์ 5.0 ลิตร 412 แรงม้า พร้อมล้อ 19 นิ้วและยางสมรรถนะสูง ระบบเบรก Brembo และสำหรับตัวจิ๊ด Shelby GT500 ใช้เครื่องยนต์ 5.4 ลิตร supercharged V8 ผลิตกำลังถึง 550 แรงม้า

 

 

Ford Mustang generation 6 (2015-ปัจจุบัน)
Ford Mustang โฉมปัจจุบัน เผยโฉมครั้งแรกเมื่อ 5 ธันวาคม 2013 พร้อมกันที่มิชิแกน, นิวยอร์ก, แคลิฟอร์เนีย, สเปน, จีน และออสเตรเลีย ปรับขนาดของตัวถังเล็กน้อย โดยมีขนาดกว้างกว่าเดิม 1.5 นิ้ว เตี้ยกว่าเดิม 1.4 นิ้ว กระจังหน้าเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมู พื้นที่ห้องโดยสารมีขนาดใหญ่กว่าเดิม มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 แบบคือ 2.3 ลิตร EcoBoost แบบ 4 สูบ เพื่อเอาใจตลาดที่เมืองจีนโดยเฉพาะ ขนาด 3.7 ลิตร V6 ให้กำลัง 300 แรงม้า และ 5.0 ลิตร V8 ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Paddle Shift ช่วงล่างด้านหลังแบบอิสระ Independent rear suspension (IRS) ถูกออกแบบมาเพื่อฟอร์ด มัสแตงโฉมนี้โดยเฉพาะ

ช่วงปี 2018 ที่มีการปรับปรุงการออกแบบภายนอกเล็กน้อย และปรับจูนเครื่องยนต์อีกครั้ง โดยเครื่องยนต์ขนาด 3.7 ลิตรถูกตัดออกไป แล้วใช้เครื่อง 2.3 ลิตร 4 สูบ Ecoboost เป็นเครื่องยนต์พื้นฐานแทน ส่วนเครื่องยนต์ 5.0 ลิตร V8 พร้อมยกชุดส่งกำลังใหม่เป็นเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดแทน

มากกว่า 50 ปีที่ผ่านมา Ford Mustang ทำยอดจำหน่ายไปแล้วราว 10 ล้านคัน ถือเป็นรถสปอร์ตที่สามารถทำยอดขายได้ดีที่สุดในโลกหลายปี และเป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จในด้านชื่อเสียง และยอดขายของฟอร์ดมากที่สุด อย่างไรก็ตามด้วยชื่อเสียงที่สะสมมาตลอด 55 ปี คงจะทำให้ Ford Mustang ยังอยู่ยั่งยืนยงอีกนานแสนนาน

 

 

ฟอร์ด ประเทศไทย นำเข้าและจัดจำหน่าย ฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 55 ปี ของฟอร์ดมัสแตง เจ้าของตำแหน่งรถสปอร์ตคูเป้ยอดนิยม มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น คอนโซลหน้าประดับตราสัญลักษณ์ฉลองการครบรอบ 55 ปี และเบาะหนัง RECARO® พร้อมให้เป็นเจ้าของผ่านผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 9แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

 

 

โดยฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัว มัสแตง รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 55 ปี ในช่วงไตมาสสุดท้ายของปี 2020 ที่ผ่านมา นับเป็นสปอร์ตคูเป้ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี และออปชั่นสำหรับผู้ขับขี่ที่ใฝ่หาความเร้าใจที่แตกต่างในจำนวนจำกัด โดยมีให้เลือกสองรุ่น คือ รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack และ รุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack


 

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษ MY 2020 เครื่องยนต์ทรงพลังมอบสมรรถนะและอัตราเร่งตั้งแต่ออกตัวจนถึงย่านความเร็วสูง ตอบโจทย์ความชื่นชอบของคอรถสปอร์ตอเมริกันสไตล์ ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียว มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร และ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง เทอร์โบ EcoBoost ขนาด 2.3 ลิตร ผสานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์แพดเดิลชิฟท์หลังพวงมาลัย

 

 

สำหรับตัวท๊อปเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ได้รับการพัฒนาให้เหนือชั้นขั้นเทพยิ่งขึ้นเพื่อมอบสมรรถนะในการขับขี่อันน่าตื่นเต้น ด้วยกำลังสูงสุด 449 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 529 นิวตันเมตร ซึ่งเราจะได้ทดลองขับในโอกาสต่อไป ขณะที่ครั้งนี้เรามีโอกาสได้ลองของรุ่นเครื่องยนต์ EcoBoost ขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งประหยัดน้ำมันกว่าแน่นนอน กับพลัง 290 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 441 นิวตันเมตร ฟอร์ด มัสแตงทั้งสองรุ่นมาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ทำให้การขับขี่ในโค้งสนุกเร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้ว และฟีเจอร์เสริมอีกมากมายที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง

“ฟอร์ดมีความภาคภูมิใจที่ได้เปิดตัวรถสปอร์ตอเมริกันระดับตำนานในประเทศไทย ด้วย 2 รุ่นย่อย จากไลน์อัพที่ทรงสมรรถนะที่สุดของฟอร์ด มัสแตง” คุณวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษนี้ยังคงเป็นรถที่ครบครันด้วยสมรรถนะและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมกับตำแหน่งรถสปอร์ตคูเป้ที่ขายดีที่สุดในโลก 5 ปีซ้อน”

 

 

ภายในห้องโดยสารของมัสแตง รุ่นพิเศษนี้ได้รับการออกแบบให้มีความพรีเมียมกว่าเดิม ด้วยคอนโซลหน้าสไตล์สปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ “MUSTANG FIFTY FIVE YEARS” ฉลองการครบรอบ 55 ปี พร้อมเบาะหนัง RECARO®เบาะที่นั่งดีไซน์กระชับรับกับสรีระทั้งยังมอบความสบาย รองรับการขับขี่ได้อย่างสุดเหวี่ยงแม้ในเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่รถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่างเต็มที่

 

 

ฟอร์ด มัสแตงรุ่นพิเศษนี้ยังสามารถปรับแต่งชุดขับเคลื่อนให้เข้ากับการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลายรวมถึงโหมด Good Neighbor Mode ที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ตอนเช้าตรู่และยามค่ำคืน โดยชุดท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaust ช่วยลดเสียงของเครื่องยนต์นอกจากนี้ ยังมีระบบ Electronic Line Lock ฟีเจอร์ซึ่งทำงานเฉพาะกับเบรกคู่หน้า เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเบิร์นยางคู่หลังได้สะดวก ขณะรถจอดนิ่งก่อนออกตัวเพื่อทะยานไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง

 

 

ในโลกรถยนต์ ฟอร์ด มัสแตง เป็นเสมือน ICON ที่ใครๆ ต่างหลงใหล ไม่ว่ามันจะโลดแล่นอยู่ที่ใด แม้แต่ในโลกภาพยนตร์ มัสแตง GT ก็เป็นของรักของหวงของพระเอกนักฆ่าพันธุ์ดุ ชุด JOHN WICK สำหรับผมเป็นครั้งแรกที่ได้ลองควบเจ้าป่ารุ่นรองท๊อปอย่างจริงๆจังๆ หลังจากแอบมองอยู่นาน เป็นการลองขับรอบๆ กรุงเทพฯ และปริมณฑล และใช้คันเร่งหนักเฉพาะบนทางพิเศษ มันมีความพิเศษตั้งแต่แรกเห็น เริ่มต้นกดปุ่มสตาร์ท ทำความคุ้นเคยกับท่านั่งขับที่แตกต่างกับรถยนต์และรถอเนกประสงค์ทั่วๆไป ฝากระโปงหน้ายาวใหญ่ ระยะฐานล้อที่ยาว 2,720 มม. กับความสูงใต้ท้องพอๆ กับรถยนต์นั่งปกติ ต้องระวังมุมคร่อมพอสมควรถ้าต้องไต่เนินชัน ด้วยกายภาพที่แตกต่างมีบุคลิกเป็นของตัวเอง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือการทรงตัวที่แนบแน่นและนิ่งเมื่ออยู่บนทางด่วน

 

 

เบาะนั่ง RECARO ปรับไฟฟ้าหุ้มหนังการันตีความสะดวกสบายแบบกระชับ ส่วนเบาะนั่งหลังมองดูเหมือนจะคับแคบ แต่พอลองสอดตัวเข้าไปหย่อนก้นก็พอนั่งได้ แต่ถ้าตัวสูงกว่า 175 ซม. จะมีปัญหาเรื่องพื้นที่เหนือศรีษะแต่นั้นก็ไม่ใช่สาระสำคัญของคนที่จะเลือกใช้รถคูเป้ พื้นที่หลังคารถโค้งสั้น ลาดเทต่อเนื่องกับกระจกบานหลัง สอดรับกับสะโพกก่อนถึงด้านท้ายที่ยกกระดกขึ้นเล็กน้อยลงตัวกับสปอยเลอร์ท้ายที่มีเส้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ฝากระโปงหน้าและแนวหลังคา เอาเป็นว่าเรื่องดีไซน์นั้นเย้ายวนสุดๆ ผสานความแข็งแกร่งในแบบอเมริกันที่คุณหาไม่ได้แม้แต่ในสปอร์ตคูเป้สัญชาติเดียวกันอย่างคามาโร่

 

 

ยิ่งผมได้ใช้เวลาอยู่กับมัสแตงมากขึ้น ขับในเส้นทางที่หลากหลาย บนพื้นผิวที่แตกต่างกัน มีหลายอย่างที่สะท้อนพันธุกรรมคูเป้อเมริกัน โดยเฉพาะบนถนนที่ไม่ใช้ทางลาดยางเรียบกริบ ช่วงล่างรวมถึงยาง PIRELLI P ZERO ขนาด 255/40 R19 ทั้งล้อหน้าและหลัง ให้การซับแรงสะเทือนที่ให้ความรู้สึกสบายได้ตลอด นั้นหมายความว่าเรากล้าที่จะพาจ้าวม้าป่าออกนอกเส้นทางไฮเวย์ไปสู้ชนบทได้มากกว่าสปอร์ตคูเป้ที่มีอยู่ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ 4 , ซีคลาสคูเป้ และ เอ5 คูเป้ ทว่ากลับเสียเปรียบเมื่อต้องลัดเลาะในถนนแคบๆ ที่มีโค้งต่อเนื่องจากอัตราทดพวงมาลัยกว้างและใช้รอบการหมุนมากกว่า ฉับไวน้อยกว่า แต่จะเปล่งประกายเฉิดฉายในเส้นทางระหว่างเมือง และเท่าที่สังเกต ฟอร์ด มัสแตง เป็นที่ดึงดูกสายตาของคนทุกเพศทุกวัย เหมือนจะเข้าถึงได้ง่ายหรือเป็นกันเองมากกว่าด้วย

 

 

สำหรับด้านขุมพลังบล็อกเล็กขนาด 2,261 ซีซี. EcoBoost ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทำงานได้อย่างราบรื่น แม้พละกำลังจะไม่ได้มาหนักเท่าเครื่องบิ๊กบล๊อค V8 ไซด์เฮฟวี่เวฟ แต่เรียกปุ๊บก็มาปั๊บตามเท้าที่กดแป้นคันเร่ง ให้อัตราเร่งใกล้ๆ กับเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตรที่มีเครื่องอัดอากาศ และสามารถทะยานไปถึงความเร็วสูงสุดที่ 233 กม./ชม. ส่วนเรื่องความประหยัดนั้นอยู่ในระดับเดียวกับรถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ไม่มีเทอร์โบ อีกส่วนที่ผมไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับการตอบสนองจากมัสแตง คือเรื่องของเทคโนโลยีการเลือกโหมดการขับขี่ที่มีมากมายจุใจขาซิ่งยุคดิจิตอล ตั้งแต่การขับขี่บนพื้นผิวเปียกลื่น ไปจนถึง TRACK MODE สำหรับตะบึงบนซอร์กิต หรือออกตัวบนทางตรงในโหมด Drag Strip จะเรียกว่า Sport All in One ก็ไม่น่าจะผิด

 

 

เทคโนโลยีล้ำหน้าเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย

ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยการขับขี่อัจฉริยะมากมาย รวมถึงระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ พร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกการเดินทาง

 

 

ด้านระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 3 มาพร้อมหน้าจอมัลติทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว และยกระดับไปอีกขั้นด้วยระบบสื่อสาร และความบันเทิงล้ำสมัยรองรับการทำงานทั้งบน Apple CarPlay และ Android Auto™ ผ่านการเชื่อมต่อได้ทั้งบลูทูธและไวไฟ ซึ่งสามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกเช่นเดียวกับรถปิคอัพและรถอเนกประสงค์ของฟอร์ดที่ผลิตและจำหน่ายอยู่ในประเทศไทย ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่พลาดข่าวสารสำคัญ และยังคงความปลอดภัยขณะขับขี่

 

 

นอกจากนี้ ฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษนี้ ยังครบครันด้วยฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยมากมายทั้งระบบช่วยโทรฉุกเฉินระบบควบคุมการทรงตัว Advancetrac®(Advancetrac® With Electronic Stability Programme) พร้อม ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control) และระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist) ร่วมถึงระบบเครื่องยนต์ไฮเอนจาก Bang and Olufsen เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ประทับใจให้กับผู้ครอบครอง

 

 

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษ 55 ปี มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ 3 สีใหม่คือ สีน้ำเงิน เวโลซิตี้ บลู (Velocity Blue) สีส้มทวิสเตอร์ออเรนจ์ (TwisterOrange) และสีแดง แรพิด เรด (Rapid Red) และ1 สีคลาสสิกคือสีเทา แมคเนติค เมทัลลิค (Magnetic Metallic)

 


ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับฟอร์ด มัสแตงรุ่นฉลองครบรอบ 55 ปี ทั้งสองตัวเลือกเครื่องยนต์ ได้แก่

ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,899,000 บาท

ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,699,000 บาท

 

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพื่อฉลองการครบรอบ 55 ปี และพิเศษสุดสำหรับลูกค้าฟอร์ด มัสแตงใหม่จะได้รับความคุ้มค่า และความสะดวกสบายด้วยการดูแลอย่างดีตลอด 5 ปี จากแพ็กเก็จ ‘Ford Five Years Premium Care’ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ อีกทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี


สรุปว่า ฟอร์ด มัสแตง เป็นรถยนต์ที่มีเสน่ห์เกินห้ามใจสำหรับคนที่มีความหลงใหลและทุนทรัพย์มากพอ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นเฉพาะตัว ดูดีมีอนาคตในเรื่องของลงทุน เพราะเชื่อว่า ฟอร์ด มัสแตง โมเดลต่อจากนี้ไป ระบบขับเคลื่อนคงไม่ได้มีเฉพาะเครื่องยนต์ หรืออาจจะไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายในติดตั้งมาจะโรงงานอีกต่อไป ถึงเวลานั้นถึงอยากจะมีไว้ในครอบครอง ก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ เพราะม้าป่าพันธุ์นี้จะยังคงความเป็นตำนานสืบไป...


ความคิดเห็น (0)Add Comment

แสดงความคิดเห็น
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
เล็กลง | ใหญ่ขึ้น

busy
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 26 พฤษภาคม 2021 เวลา 17:43 น.