ลองขับ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชัน 11 ทำไมถึงเป็นสปอร์ตพรีเมียมซีดาน พิมพ์
Test Drive ลองของ - TEST DRIVE ลองของ
เรียบเรียงโดย อทิติ ศศิโรจน์   
วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2021 เวลา 09:52 น.

 

 

ส่วนนึ่งเป็นเพราะเรี่ยวแรงเร้าใจจากขุมพลัง VTEC TURBO และมาพร้อมกับระบบความปลอดภัย Honda SENSING ทุกรุ่นย่อย จากการสัมผัสซีวิค รุ่นใหม่ครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าฮอนด้าตั้งใจยกระดับ พร้อมสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับซีวิคใหม่ในหลากหลายมิติ เพื่อแข่งขันกับโตโยต้า โคโรลล่า อัลติส และมาสด้า3 อย่างเต็มด้วยเครื่องยนต์ ขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบ ที่มอบความเร้าใจและมีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดี พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย และขาดไม่ได้สำหรับลุคใหม่สปอร์ตเรียบหรู ด้วยดีไซน์ประณีตทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นโดยเฉพาะรุ่น RS จากดีไซน์เอกซ์คลูซีฟที่ตกแต่งด้วยโทนสีดำรอบคัน พร้อมระบบควบคุมประตูและ Honda Smart Key Card มอบความสะดวกสบายในการเข้าออกจากรถ

 

 

ต้นเดือนสิงหาคม 2564 ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย เปิดตัว ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ซึ่งได้รับการพัฒนาดีเอ็นเอ ความสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ตลอด 10 เจเนอเรชันที่ผ่านมา ครั้งนี้ ฮอนด้า แสดงความพร้อมที่จะสร้างความเร้าใจให้กับวงการยานยนต์อีกครั้ง ครบครันด้วยชุดขับเคลื่อน ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย โดยพร้อมให้สัมผัสได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่ต้นสิงหาคม 2564 ด้วยสนนราคาเริ่มต้น 964,900 บาท

 

 

ฮอนด้า ซีวิค มีประวัติศาสตร์มายาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ตลอดเวลาครึ่งศตวรรษหรือกว่า 50 ปี ซีวิคได้รับการพัฒนาและพยายามสร้างมาตรฐานใหม่อย่างต่อเนื่องทั้ง 10 เจเนอเรชันที่ผ่านมา โดยได้รับความไว้วางใจทั่วโลกด้วยยอดขายมากกว่า 27 ล้านคัน ในกว่า 170 ประเทศ และในวันนี้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกนอกทวีปอเมริกาเหนือที่มีการเปิดตัว ฮอนด้า ซีวิค ซีดาน ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ในฐานะตลาดที่มีศักยภาพสูง อีกทั้งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียโอเชียเนียอีกด้วย

 


ฮอนด้า ซีวิค ถือเป็นรถซีดานที่เติบโตคู่กับสังคมไทยตลอดได้รับความชื่นชอบโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นวัยทำงานมาตั้งแต่ปี 2527 ซึ่งตลอด 37 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมทั้งได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวไทยมาโดยตลอด พิสูจน์ได้จากการเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์คอมแพคท์ จากยอดขายสะสมเกือบ 600,000 คัน ด้วยดีเอ็นเอความสปอร์ตที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในด้านดีไซน์และสมรรถนะการขับขี่อีกทั้งครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งาน ส่งผลให้ล่าสุด ฮอนด้า ซีวิคสามารถครองอันดับ 1 ในเซกเมนต์ถึง 5 ปีซ้อนและในวันนี้ ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทยมั่นใจว่า ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 จะเข้ามายกระดับคอมแพคท์ซีดานอีกครั้ง

 

 

ฮอนด้า ซีวิค เจเนอเรชันที่ 11 มาพร้อมการออกแบบที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความสปอร์ต โดดเด่นด้วยเส้นสายโฉบเฉี่ยวรอบคัน ด้วยกระจังหน้า และกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ มาพร้อมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน ไฟตัดหมอกคู่หน้า และไฟท้ายแบบ LED เสาอากาศแบบครีบฉลาม ท่อไอเสียแบบคู่ และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ยกระดับความสปอร์ตในรุ่น RS ด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์โฉบเฉียว พร้อมสัญลักษณ์ RS ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบ LED กระจกมองข้างสีดำ มือจับประตูด้านนอกสีดำ เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ สปอยเลอร์ท้ายสีดำพร้อมสัญลักษณ์ RS ด้านท้าย ท่อไอเสียแบบคู่พร้อมปลอกท่อไอเสียทรงรี และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตสีดำกึ่งด้านขนาด 17 นิ้ว และโดดเด่นสะดุดตาด้วย สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) มีเฉพาะรุ่น RS

 

 

ภายในห้องโดยสารสะท้อนความคมเข้มยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่ง เดินตะเข็บด้วยด้ายสีแดงทั้งพวงมาลัย เบาะนั่ง และหนังหุ้มคันเกียร์ แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางมอบความสะดวกสบาย ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพ พร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกครบครัน ด้วยฟังก์ชันเชื่อมต่อและเทคโนโลยีที่หลากหลาย สำหรับรุ่นท๊อป RS ที่ผมมีโอกาสได้เริ่มต้นทดลองขับ มีฟังก์ชั่นที่แตกต่างกับสองรุ่นรอง EL+ และ EL อาทิ ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะพร้อม Honda Smart Key Card ดีไซน์เรียบหรูพกติดตัวไว้สามารถล็อกและปลดล็อกรถได้อย่างง่ายดาย มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว หน้าจอ Advanced Touch แบบลอยตัวกลางแผงแดชบอร์ดควมคุมเครื่องเสียงระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สายและระบบสั่งการด้วยเสียง Siri อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา และ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เทคโนโลยีเชื่อมต่อกับรถที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เป็นต้น

 


สำหรับรุ่นรองท๊อป EL+ ที่ผมได้ลองในช่วงหลังก่อนจะล่ำลากันในวันนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับ RS ก็จะดูเรียบร้อยแพรวพราวเร้าอารมณ์น้อยกว่า ทว่าก็ยังมาพร้อมมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri ใช้เครื่องยนต์เกียร์หรือพูดง่ายๆว่าชุดขับเคลื่อนเดียวกัน พร้อมเครื่องปรับอากาศที่สามารถสั่งงานด้วยกุญแจรีโมท ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบไม่แยกโซน เป็นต้น

 


อีกส่วนที่น่าสนใจคือทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการทำงานหลักๆ ดังนี้


ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) ระบบช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็วเมื่อมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน หรือคนเดินถนนที่อยู่ในระยะไม่ปลอดภัย และเมื่อมีความเสี่ยงต่อการชน ระบบจะช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACCwith LSF)


ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)


ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

และใหม่ ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

 

 

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของฮอนด้า ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front Passenger and Rear Seat Belt Reminder) และไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) เป็นต้น

 


ระหว่างการลองขับครั้งแรก จุดสำคัญที่ผมพยายามรับรู้รับทราบคือเรื่องการตอบสนองของขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC ที่พัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมาพร้อม Turbo Charger ที่อัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจุดระเบิดอย่างหมดจดให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ที่มาตั้งแต่ 1,700 - 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงสูงถึง 17.2 กิโลเมตร/ลิตร อีกทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85 พร้อมโหมดการขับขี่ที่เลือกได้ตามสไตล์ 3 โหมด ได้แก่

 

 

ECON Mode - โหมดการขับขี่แบบประหยัด พร้อมปรับการทำงานของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับการขับขี่เพื่ออัตราการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น


Normal Mode - โหมดการขับขี่แบบปกติ สำหรับการขับขี่ใช้งานโดยทั่วไป

เพิ่มเติมเฉพาะรุ่น RS ด้วย Sport Mode - โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ที่การทำงานของเครื่องยนต์จะตอบสนองอัตราเร่งได้ดียิ่งขึ้นเพื่อการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ

 


ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อยได้แก่ รุ่น RS ราคา 1,199,900 บาท รุ่น EL+  1,009,900 บาทมีส่วนต่างจากรุ่นท๊อปอยู่ 190,000 บาท ถ้าเป็นตัวผมและไม่ได้มีงบจำกัดมากนัก ไปให้สุดครับเพราะสิ่งที่ติตตัวรถตั้งแต่ออกจากโรงงาน หากเราต้องการภายหลังติดตั้งยากกว่าและมูลค่าก็จะสูงกว่า ส่วนรุ่นพื้นฐาน EL ราคา 964,900 บาท เรียบง่ายขับไปไหนก็ไม่น่าเกลียด สีภายนอกมีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS พร้อมด้วย สีใหม่ สีฟ้ามอร์นิงมิสต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น EL+และ EL และสีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) อีกทั้งสีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีภายใน มี 2 สีได้แก่ สีดำ และสีเทาเบจ ซึ่งขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและสีภายนอก สามารถสัมผัส ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่ 6 สิงหาคม 2564 ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ


แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 14 กันยายน 2021 เวลา 11:47 น.